[SF]Runaway

posted on 16 Aug 2008 09:03 by junsumyprettyboy
Title: Runaway  [ภาคต่อ If..I]

Author: Haru

Couple: YooSu

Note: ดีค่ะ ผู้อ่านทุกท่าน ฟิคเรื่องนี้เป็นฟิคเรื่องต่อจาก If..I นะ เอาชื่อเพลงในอัลบั้มเดี่ยวของทั้งยูชอนกะจุนซูมาแต่งเป็นชื่อเรื่องทั้งสองเลย อ่าอย่างงกันนะ ถึงเป็นเพลงเร็วแต่ก็เน้นในฟิคเศร้า อนาถใจแทนผู้อ่าน = =;

ปล. Runaway แปลว่า วิ่งหนี (อะไรประมาณนี้)

   อะไร คือความรัก?

ใครๆก็บอกว่า "ความรัก" จะทำให้เรามีความสุข รักดีอย่างงั้นดีอย่างงี้ แต่ทำไม ผมถึงรู้สึกเป็นทุกข์จัง หรือเพราะหลังความทุกข์นั้นจะเจอความสุข แต่ผมกลัวจริงๆ อาจเป็นเพราะกลัวเกินไปก็ได้ จึงไม่ไม่กล้าที่จะเสี่ยงตัดสินใจอะไรลงไป ไม่พร้อม ไม่อยากเจอเหตุการณ์ที่ซ้ำรอยเดิมอีก

 

"ชั้นรักนาย ยูชอน"

 

เค้ากล้า กล้าพอที่จะบอกรักใครสักคนที่เค้ารัก แต่ผมมัน...ผมมันขี้ขลาด ผมเลือกที่จะวิ่งหนี ผมบอกลาเค้าตรงนั้น วิ่งออกมาจากตรงนั้น วิ่งหนีอะไรทุกอย่าง

ขอโทษ แต่มันก็สายไปนายพยายามจะบอกชั้นมาตลอดสินะ แต่ชั้นเองที่ทำลายความพยายามของนายทั้งหมด และชั้นเองสินะที่ทำลายความหวังของนาย และชั้นเองที่ทำลายความรู้สึกดีๆของเราทั้งสองคนไปหมด

จุนซู นายยังจะมองหน้าชั้นมั๊ย นายจะพูดกับชั้นมั๊ย ชั้นอยากบอกว่าชั้นขอโทษจุนซู ชั้นขอโทษจริงๆ

ตาคมทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง สายฝนยังคงตกไม่หยุดหย่อนทำให้ภาพเบื้องหน้าดูพร่ามัวไปหมด คนที่เขาติดสินใจบอกรักเธอคนนั้น เธอจะมีความรู้สึกเหมือนเขาตอนนี้หรือเปล่านะ ความรู้สึกเสียใจน่ะ จะเหมือนกันหรือเปล่า

 

ฉันอยากจะบินได้ ฉันอยากจะโบยบิน

ความรักยังอยู่อีกฟากหนึ่งของขอบฟ้าใช่ไหม?

รักของชั้น และรักของเธอเหมือนกันหรือเปล่านะ?

 

ทำไมนะ แค่ช่วงเวลาสั้นๆที่นายพูดคำนั้นออกมา ชั้นจะอยากจะหนีไปให้ไกลที่สุด?

 

 

เช้าตรู่ของวันต่อมา

จิตกรหนุ่มหล่อยังนั่งอยู่ทีเดิมอยู่ทุกวัน ตาคู่สวยเพ่งมองกับรูปภาพที่เขากำลังวาด ดินสอไม้เล่มสั้นบ่งบอกถึงการใช้บ่อยๆถูกเจ้าของเขียนลงไปบนกระดาษแผ่นขาวอย่างไม่เว้นว่าง ภาพแล้วภาพเล่า มือหนาหยุดมันลง เจ้าของร่างทอดสายตาขึ้นไปมองยังจุดเดิมๆ หน้าต่างบานเก่าจากตึกสูง หน้าต่างบานนั้นที่เขามักเห็นใครคนหนึ่งมองลงมาทางเขาอย่างเสมอ แต่ตอนนี้มันกลับปิดสนิท ทั้งที่ก่อนหน้านี้คนเป็นเจ้าของห้องมักจะเปิดลืมไว้ตลอดเวลา ร่างสูงกลับมามองแผ่นกระดาษในมือของตัวเอง

 

คงไม่มีอะไรชดเชยได้แล้วสินะ

 

"ปาร์ค ยูชอน!!" เสียงตะโกนเรียกจากด้านหลังทำเอาร่างสูงสะดุ้งทันใด

"จะ..จุนซู" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างแปลกใจเมื่อบุคคลที่สองนั้นกระโดดมาอยู่ตรงหน้าเขา พลางยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี

"คริๆ ไหนว่าไม่ตกใจไง แสดงว่าชั้นเก่งขึ้นใช่มั๊ยเนี่ยที่ทำให้ยูชอนตกใจได้" ยิ้มบอกอีกฝ่าย

"อ่ะ อื้ม" ยูชอนเองก็ยิ้มตอบ เขาเองไม่รู้ว่าจะทำหน้ายังไงดี ความรู้สึกของเขามันระคนไปหมด รู้สึกผิดเรื่องเมื่อวาน เสียใจที่ทำให้คนตรงหน้าเสียใจ ตกใจที่เขาไม่หลบหน้า แต่ที่ร่างสูงเองรู้สึกได้ในตอนนี้คือ ดีใจ ที่คนตรงหน้ายังสามารถมองหน้าเขาและยิ้มให้เขาอยู่อย่างนี้

"วาดรูปอีกแล้วล่ะสิ ดีนะที่วันนี้ฝนไม่ตก ไม่งั้นนายคงไม่ได้มานั่งแบบนี้หรอก ขอบคุณท้องฟ้าสิ" เขายิ้มและหัวเราะอย่างที่เคยเป็น ถึงแม้ข้างในจะปวดร้าวก็ตาม

"อื้ม ขอบคุณท้องฟ้า" ว่าพลางยิ้มให้ท้องฟ้าแล้วหันมามองอีกฝ่าย

จุนซู นาย...คงเจ็บปวดมากสินะ แล้วทำไมยังมาเจอหน้าชั้นอยู่อีก

"นี่ วันนี้ว่างหรือเปล่า ไปเที่ยวแถวเมียงดงกันเถอะ"

"ทำไมเหรอ"

"อ่า ถามงี้หมายความว่าไง ไปเมียงดงก็ต้องช็อปเป็นเรื่องธรรมดา อยากซื้อของเล่นน่ะ ไปเป็นเพื่อนชั้นหน่อยได้มั๊ย" เอ่ยอย่างอ้อนวอน ทำหน้าเหมือนเด็กๆที่อ้อนขอของเล่น จุนซูเองก็นิสัยก็ยังเป็นเด็กอยู่นี่น่า

"ไปสิ ถ้านายต้องการ" เอ่ยบอกก่อนจะเก็บอุปกรณ์ของตัวเองไปด้วยแล้วเดินตามหลังคนตัวเล็กไป

 

แปลกดีที่คนตัวโตอย่างชั้นไม่มีความอดทนพอเหมือนนายเลยจุนซู ตอนนั้นฉันเจ็บจนไม่สามารถมองหน้าใครๆได้ ชั้นรู้ว่าภายในใจของนายก็เจ็บ แต่ชั้นก็ไม่เข้าใจว่าทำไมนายยังทนต่อไปได้ ยังต้องมาเจอ ยังมองหน้า และยิ้มให้คนอย่างชั้นได้ ฉันไม่เข้าใจ

 

ร่างสูงเดินคิดไปเรื่อยๆพลางมองหลังคนที่เดินนำหน้า ร่างเล็กยังทำร่าเริงอยู่อย่างนั้นเหมือนไม่ได้คิดอะไร ทำเอาตัวต้นเหตุทุกข์ใจแทน

ปึก!

"ขอโทษครับ" เสียงผู้ชนเอ่ยกล่าวแต่เพราะผู้คนมากมายที่เดินแถวย่านนี้จึงไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากไหน แต่ผลจากการชนทำให้ร่างเล็กเซไปด้านหลังในทันที แต่ยังดีที่คนร่างสูงซึ่งเดินตามหลังมารับไว้ได้ก่อนของที่อยู่ในมือหนาจึงตกลงบนพื้นหนำซ้ำยังโดนผู้คนแถวนั้นเหยียบซ้ำอีก แล้วจุนซูเองถ้าร่างสูงไม่รับเองไว้คงหงายหลังไปนอนกับพื้นและดีไม่ดีคงโดนเหยียบเหมือนกับแผ่นกระดาษของร่างสูงเป็นแน่

และนี้อาจเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองให้แตะเนื้อต้องตัวกันแบบนี้ ด้วยความตกใจและสิ่งที่คาดไม่ถึง ร่างทั้งสองจึงค้างกันอยู่แบบนั้น

"เอ่อ ชั้นไม่เป็นไรแล้วล่ะ" คนตัวเล็กเอ่ยบอกขึ้นมาก่อน ยูชอนจึงค่อยๆพยุงอีกฝ่ายขึ้นมาค่อยๆ

"ไม่เป็นไรใช่มั๊ย" เอ่ยถามย้ำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

"อื้ม" จุนซูพยักหน้ารับก่อนจะหันมายิ้ม ร่างสูงจึงยิ้มเล็กๆตอบแล้วก็ปรับเปลี่ยนเป็นสีหน้าตกใจทันทีเมื่อรู้สึกได้ว่าของในมือของเขาตอนนี้ไม่ได้อยู่ในมือซะแล้ว

"เอ๊ะ แย่แล้ว" ร่างเล็กอุทานเล็กน้อยก่อนจะรีบก้มหาของๆร่างสูงไปพร้อมกัน

สมุดวาดภาพเล่มบางแทบถูกเหยียบลงแล้ว ร่างสูงที่จะเอื้อมมือหยิบขึ้นมาก็ต้องแปลกใจเมื่อมีมือมือหนึ่งหยิบมันไปซะก่อน ร่างสูงจึงลุกขึ้นยืนดังเก่าก่อนจะมองร่างที่ถือภาพอยู่ด้วยความรู้สึกเดาไม่ถูก

มือเล็กปัดรอยฝุ่นออกจากสมุดเล่มบางและเช็ดมันอย่างถนุถนอมโดยไม่ได้สนใจสายตาจากอีกฝ่ายที่มองมาเลย ขาเล็กก้าวเข้ามาหาอีกฝ่ายก่อนจะส่งของสิ่งนั้นให้เจ้าของ

"มันสำคัญต่อยูชอนมากสินะ อย่าให้หายไปล่ะ รักษามันดีๆนะ" ว่าพลางยื่นของให้อีกฝ่าย ร่างสูงมองของตรงหน้าก่อนจะค่อยๆรับมันมา

"ขอบคุณนะจุนซู" เอ่ยบอกทั้งที่ไม่ได้มองหน้าอีกฝ่าย

"ไม่เป็นไรหรอก ยูชอนเป็นเพื่อนจุนซูไม่ใช่เหรอ เรารีบไปกันต่อเถอะ" ว่าก่อนจะหันหลังกลับไปทางเดิม

 

ชั้นแค่อยากให้นายเข้าใจชั้น แต่ทำไมชั้นเองไม่เข้าใจตัวเองเลยนะจุนซู

 

ตกเย็นหลังจากเดินช็อปปิ้งซื้อของ(เล่น) ของคนตัวเล็กเสร็จแล้วทั้งสองก็มานั่งที่ริมขอบสระที่เดิม ร่างเล็กนั่งดูดน้ำอย่างเอร็ดอร่อย ร่างสูงเองก็นั่งมองอีกฝ่ายเพลินไปด้วย

นายบริสุทธิ์เหลือเกินจุนซู นายช่างอ่อนโยน ชั้นไม่อยากเอาความแข็งกระด้างของชั้นไปทำให้ความอ่อนโยนของนายต้องหยาบไปด้วยเลย เพราะเหตุอะไรนะ ทำไมนายต้องมาสนใจคนอย่างชั้น

"นี่ยูชอน บ้านเกิดนายอยู่ที่ไหนเหรอ" จู่ๆคนตัวเล็กก็เอ่ยถามขึ้นมา

"ที่ไกลจากที่นี่มากเลย ทำไมเหรอ" เอ่ยตอบก่อนถามต่อ

"เปล่าหรอก ชั้นก็คิดว่าทำไมนายไม่เคยพูดถึงบ้านบ้างเลย แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ล่ะ"

"ก็ยังอยู่ที่นั่นพร้อมน้องชายของชั้นน่ะ"

"เอ๋!? ยูชอนมีน้องชายด้วยเหรอ ไม่เห็นจะบอกชั้นเลยนี่น่า" คนตัวเล็กเอ่ยถามด้วยหน้าแปลกใจ

"ก็นายไม่เคยถามชั้นนี่" ตอบอย่างกวนๆสร้างใบหน้าไม่พอใจแบบเด็กๆของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี

"ชั้นผิดเองเหรอเนี่ย ฮิย่ะฮ่าๆๆ" ว่าไปขำไป

"แล้วพ่อกับแม่นายล่ะ"

"ท่านไม่อยู่แล้วล่ะ"

"?" เมื่อเห็นใบหน้าไม่เข้าใจที่ปรากฏบนหน้าอีกฝ่าย ร่างเล็กจึงขยายความต่อทันที

"ไม่อยู่บนโลกใบนี้ไงล่ะ" บอกไปด้วยรอยยิ้มเจือความเศร้า

"ขอโทษนะ ไม่น่าถามนายเลย" ว่าพลางเอื้อมมือไปทาบมืออีกฝ่ายพลางกุมหลวมๆเพื่อให้กำลังใจ

"ไม่เป็นไรหรอก ชั้นเองต่างหากที่เริ่มถามนายก่อนแท้ๆ" ปฏิเสธไปพลางส่ายหัว มือเล็กค่อยๆเลื่อนมือออกจากมือร่างสูง

‘อย่าได้มั๊ย อย่าทำว่าเป็นห่วงชั้น แค่มีนายข้างๆชั้นก็พอใจแล้ว อย่าให้ชั้นคิดเข้าข้างตัวเองอีกจะได้มั๊ยยูชอน'

"พรุ่งนี้ว่างหรือเปล่า" ร่างสูงเอ่ยถาม

"ทำไมเหรอ อืม~พรุ่งนี้ ว่างสิเด็กตัวโย่งเฝ้าร้านได้ ชั้นหนีออกมาไม่มีปัญหา"

"หึๆ โดดงานแบบนี้ระวังโดนไล่ออกนะ"

"ไม่กลัวหรอก" หน้าตามุ่งมั่น "งานอื่นยังมีนี่น่า ชั้นไม่กลัวอะไรอยู่แล้ว"

"ชั้นหมายถึงตอนกลางคืนน่ะ"

"ได้สิ ตอนกลางคืนก็ว่างอยู่แล้ว" ร่างเล็กเอ่ยตอบพลางดูดน้ำในแก้วต่อ "แล้วถามทำไมเหรอ"

"ตอนเย็นรอชั้นที่นี่น่ะ ชั้นจะมารับ"

"เอ๋?"

"เอาเถอะน่า อย่าลืมล่ะ วันนี้ชั้นไปก่อนนะเอาไว้พรุ่งนี้เจอกัน" ร่างสูงบอกลาร่างเล็กก่อนจะเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม ส่วนอีกฝ่ายมองตามมาด้วยความงง

 

ชั้นอยากให้นายมีความสุข ชั้นอยากจะทดแทนความทุกข์ของนายที่ชั้นเป็นคนสร้างขึ้นมา จุนซู ชั้นอยากขอบคุณนายที่ไม่โกรธชั้น และชั้นอยากจะตอบแทนนายในส่วนที่ทำให้รอยยิ้มของนายเศร้าลง

 

คนเรามักกลัวอนาคต กลัวสิ่งที่ยังไมได้เกิดขึ้นเสมอ แต่คุณรู้อะไรหรือเปล่า บางทีทุกอย่างมันอาจจะโดนกำหนดให้เป็นไปอยู่แล้ว

 

ฝนตกหนักตั้งแต่เที่ยงวัน จุนซูเริ่มไม่อยู่นิ่งด้วยความคิดที่ว่าเขาจะได้ออกไปเจอคนร่างสูงหรือเปล่า จนคนข้างๆถึงกับทัก

"พี่จะเดินวนแบบนี้อีกนานหรือเปล่าเนี่ย ผมเริ่มมึนแล้วนะ" ชางมินเอ่ยบอก

"ผมก็คิดงั้นนะพี่จุนซู พี่จะเดินไปเดินมาทำไมกัน" คยูฮยอนเสริม

"ขอโทษที" จุนซูเอ่ยด้วยใบหน้าหงอยๆ

"พี่อยากให้ฝนหยุดตกใช่มั๊ยล่ะ" เด็กตัวโย่งเอ่ยอย่างรู้ทัน

"พี่แค่อยากออกไปข้างนอก" บอกความในใจออกมา

"ก็ไปสิฮะ พี่จะรออะไร" คยูฮยอนเอ่ยถาม

"ยังไม่ถึงเวลาเลิกงานเลยนี่"

"ไปเถอะฮะ พวกผมจะปิดร้านให้เอง" ชางมินเอ่ยบอกพลางส่งร่มสีฟ้าใส่ให้อีกฝ่ายพร้อมกับเป้สะพาย

"ขอบคุณนะชางมิน คยูฮยอน" ว่าพลางเดินออกจากร้านไป มุ่งหน้าไปที่ๆนัดหมายแม้สายฝนจะโหมกระหน่ำจนทางเบื้องหน้าดูพร่ามัวไปหมด

 

จุนซูมายืนหลบอยู่หน้าร้านเล็กๆที่ตอนนี้ปิดไปแล้ว จะว่าไปร้านละเวกนี้ก็ปิดหมดแล้วเพราะแรงพายุฝนนั้นเอง

‘นายนัดชั้นเองนะยูชอน นายสัญญากับชั้นเองนะ'

คนตัวเล็กคิดในใจ ภาวนาให้คนๆนั้นปรากฏตัว แต่จะเป็นไปได้เหรอ ฝนตกหนักขนาดนี้ทำไมต้องเสี่ยงมาหาเจอเขาด้วยล่ะ ถึงจะหมดหวังแต่ร่างเล็กก็ยังยืนอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน ละอองฝนสาดเข้ามาทำเอาเสื้อผ้ารองเท้าและหน้าใสชื้นไปตามๆกัน จุนซูเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องมายืนทนอยู่อย่างนี้ ทั้งที่หมดหวังแต่ในใจก็ยังหวังให้เขามา

"คนโง่ จะรอทำไมนะ" เอ่ยบอกกับตัวเองด้วยน้ำตาไหลพราก ร่มคันเล็กตกลงสู่พื้นก่อนที่เจ้าของจะนั่งลงยองๆก่อนเข่าตัวเองไว้

 ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่เขานั่งรออยู่แบบนี้ มีเพียงเสียงสายฝนที่ตกลงมาเท่านั้นที่รับรู้

"หนาวหรือเปล่า" เสียงคุ้นเคยนั้นทำเอาร่างเล็กสะดุ้งขึ้นมอง

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ทำไมความฝันมันช่างชัดเจนนักล่ะ?

"มองแบบนั้นเหมือนเห็นผีเลยนะ ชั้นรู้ว่าชั้นผิดขอโทษล่ะกัน" ร่างสูงยังคงพูดไปเรื่อย จุนซูเองได้แต่มองอีกฝ่ายอย่างอึ้งๆ

ร่างสูงซึ่งใส่เสื้อยืดแขนยาว กางเกงยีนส์ซีด ทั้งหมดชุ่มช่ำไปด้วยน้ำฝน ไม่ต้องบอกคงรู้ว่าร่างสูงเดินตากฝนมาแน่ๆ

"ยูชอนนี่นาย...." ร่างเล็กเอ่ยอย่างอึ้งๆ

"ฝนตกแบบนี้ก็แย่สิ สงสัยต้องเล่นใต้สะพานแล้วล่ะ ลุกขึ้นมาสิ" ว่าพลางยื่นมือให้อีกฝ่าย

"จะไปไหน" ถามพลางจับมืออีกฝ่ายก่อนจะลุกขึ้นยืน พลางหยิบร่มขึ้นมากางไว้

"ถึงแล้วนายก็รู้" ยิ้มบางพลางยิ้มกระเป๋าเป้ลูกโตขึ้นสะพายก่อนเดินไป

"ทำไมนายยังมาอีกล่ะ" เดินไปถามไป

"แล้วทำไมคิดว่าชั้นไม่มาล่ะ" ร่างสูงถามย้อน

"ก็ฝนตกขนาดนี้"

"แล้วจุนซูรอทำไมล่ะ ทั้งที่ฝนตก" ยูชอนหันไปถามทำเอาอีกฝ่ายต้องก้มหน้าหนี

 

‘เพราะชั้นเชื่อในตัวนายไงยูชอน เชื่อว่านายต้องมา'

 

"ชั้นติดฝนน่ะ ไปไหนไม่รอด" โกหกน้ำขุ่นมากเลย แต่ร่างสูงก็ไม่ได้ว่าอะไร

 

‘นายยังรอชั้นอยู่จริงด้วยสินะ'

 

"ความจริงแล้ว นายไม่ควรรอชั้นเลยล่ะจุนซู" ร่างสูงเอ่ยเบาๆแต่คนข้างๆกลับได้ยินมันอย่างชัดเจน เหมือนแรงกระแทกมากมายเข้ามารวมในตัวเขาคนเดียว ทั้งที่รู้แก่ใจอยู่แล้วแต่ทำไมคนข้างๆต้องย้ำหนักย้ำหนาน่ะ

‘ไม่ต้องห่วงหรอก ชั้นรู้ตัวเองอยู่แล้วยูชอน'

 

สายฝนตกลงมาให้ฟ้าพร่ามัว เสียดายที่สายฝนไม่ได้ตกชะล้างความทุกข์ของใครไปด้วยไม่งั้น ทุกๆวันคงมีแต่คนอยากให้ฝนตกแน่ๆ

 

"สะพานเจินกูนี่" ร่างเล็กเอ่ยเป็นคำถามพลางมองบรรยากาศรอบๆ

"ใช่ สะพานเจินกู" ร่างสูงเอ่ยพลางมองไปข้างหน้าซึ้งมีแสงไฟดวงเล็กดวงใหญ่สีสันลานตาซึ่งเกิดจากด้านอีกฟากของเมืองหลวง

"จากตรงนี้น่ะ มองเห็นแสงไฟจากตัวเมืองสวยมากเลยล่ะ ถึงแม้สะพานนี้เป็นสะพานเล็กๆไม่มีคนสนใจมัน" ว่าพลางชี้ไปที่แสงระยิบระยับ

"นี่เหรอที่นายอยากให้ชั้นเห็น" คนตัวเล็กเอ่ยถาม

"เปล่าหรอก ความจริงชั้นกะจะเอาเจ้าพวกนี้มาเล่นน่ะ แต่มันดันเปียกน้ำหมดแล้ว" เปิดเป้ให้อีกฝ่ายดู ถึงแม้แสงไฟจะน้อยจนทำให้ดูไม่ค่อยชัดแต่ในห่อกระดาษหลายห่อนั้นคุ้นเคยจริงๆในตอนสมัยเด็กๆ มันคือ ดอกไม้ไฟนั่นเอง

"ช่างเถอะ ขอบใจนายมากนะ"

"แค่กๆ ไม่เป็นไรหรอก"

"ไข้ขึ้นแล้วเหรอเนี่ย" คนตัวเล็กเอ่ยถามอย่างขำๆ

"รีบกลับเถอะ นายเองจะได้เปลี่ยนผ้าเดี๋ยวก็เป็นไข้" คนตัวสูงว่าพลางเดินนำ

 

 

พังไม่เป็นท่าจนได้ ผมเองคิดว่าคืนนี้จะได้เห็นรอยยิ้มที่สดใสของเขากลับมา แต่ฝนเจ้ากรรมดันตกลงมาเสียได้ ลำพังผมที่เดินตากฝนมาไม่เท่าไหร่หรอกฮะ แต่ผมไม่คิดเลยว่าเขาจะรอผมทั้งที่ฝนตกแบบนั้น

จุนซู ชั้นไม่รู้เลยว่าชั้นคิดกับนายยังไงกันแน่ แต่ชั้นไม่เคยจะมีความรู้สึกลึกซึ้งหรืออะไรนอกเหนือคำว่าเป็นเพื่อนกับนายเลย ตอนนี้ชั้นรู้สึกผิดเหลือเกิน ชั้นไม่อยากให้นายเอาความหวังมาทิ้งไว้ที่ชั้น คนอย่างนายยังเจอคนดีๆอีกมาก อย่าเอาชีมิตมาฝากกับคนขี้ขลาดอย่างชั้น

.

.

จากเหตุการณ์เมื่อวานทำให้คนร่างสูงนอนซมอยู่ในห้อง จะอะไรเสียอีกและไม่ใช่ไข้หวัด แต่มันก็แรงเอาการถึงกับเคลื่อนไหวไม่ได้เลยทีเดียว ปาร์คยูชอนจึงได้แค่นอนอยู่นิ่งๆไมได้ไปไหน เช้าแล้ว เที่ยงแล้ว ร่างสูงก็ยังนอนที่เตียงที่เดิม แถมอุณหภูมิในร่างกายยังสูงขึ้นเรื่อยๆอีก

ก๊อกๆๆ เสียงเคาะกระตูดังขึ้นทำเอายูชอนสะดุ้งตื่นขึ้นมา ปรือตามองไปรอบๆห้อง อาการปวดหัวยังรุมเร้าเขาไม่หยุด

ก๊อกๆๆๆ เสียงเคาะประตูยังดังขึ้นเรื่อยๆ ถึงจะไม่มีแรงยังไงเขาก็ต้องไปเปิดประตูหรือไม่ก็ตะโกนไล่ผู้มาเยือนไป เพราะเคาะเสียงดังแบบนี้ใครจะนอนหลับอยู่ไหว อีกอย่างประการที่สองคงไม่ใช่นิสัยของคนร่างสูงเสียด้วย เขาจึงหอบสังขารตัวเองเดินไปเปิดประตู และก็ต้องใช้มือยันผนังอยู่ตลอดเวลาเพราะไม่งั้นตัวเองคงเซล้มลงแน่ๆ

มือหนาเอื้อมปลดล็อคประตู ปารกฏร่างที่คุ้นเคยยืนทำหน้าบึ้งอยู่หน้าห้อง

"จุนซู" เอ่ยเรียกด้วยเสียงแหบพร่า

"ยูชอน นายเป็นอะไรไปน่ะ" ร่างเล็กเดินเข้าไปใกล้ร่างสูงมากขึ้นก่อนจะใช้ฝามือแตะหน้าผากอีกฝ่ายแต่ก่อนนั้นร่างสูงใช้มือป้องไว้เสียก่อน

"ชั้นไม่เป็นไรหรอก" เอ่ยบอกปัด

"ยังจะโกหกอีก! เลิกทำตัวเข้มแข็งสักที" เมื่อทนดูต่อไปไม่ไหว ร่างเล็กก็ระเบิดเสียงแหลมออกมา แต่ร่างสูงยังคงนิ่งเพราะอาการไข้พิษอย่างรุนแรง

"ขอโทษ ขอโทษจุนซุ -..."  สิ้นปลายเสียงร่างสูงก็เอนตัวล้มมาข้างหน้า ดีที่คนตัวเล็กตั้งสติไว้ได้ทัน รู้สึกได้ถึงไปร้อนระอุที่แผ่มาจากอีกร่างทันทีทำเอาจุนซูถึงกับตาลุกวาว

"ยูชอน ยูชอน!" เสียงแหบพยายามเรียกสติร่างสูงขึ้นมา แต่ก็ไม่เป้รอย่างที่ใจหวัง  ลมหายใจเข้าออกถี่ๆ เม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนใบหน้าอีกฝ่ายบ่งบอกถึงอาการร้ายกาจของไข้ครั้งนี้มาก ร่างเล็กหันซ้ายหันขวามองหาคนช่วยด้วยหยาดน้ำตา แต่ก็ไม่มีใครเดินผ่านมาเลยอยู่ดี...

 

แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างขณะที่ร่างเล็กขยับมือรั้งให้มันเปิดขึ้นนั่นเอง ชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงได้รับผลกระทบจากแสงนั้นอยากที่จะหลับตาลง ตาคมจับนิ่งอยู่ที่เพดานครู่นึงก่อนจะมองไปรอบๆ หรี่ตาเพื่อปรับแสง อาการปวดหัวหนักที่เล่นงานอยู่เมื่อคืนก็เริ่มทุเลาลงบ้างแล้ว แต่อาการปวดท้องกลับแทรกเข้ามาหลังจากที่ตื่น

"ทำหน้าแบบนั้นปวดท้องล่ะสิ" คนตัวเล็กเอ่ยพูดอย่างประชดประชัน

"นายพาชั้นมาที่นี่เหรอ" ถามพลางค่อยๆยืดตัวบิดขี้เกียจ

"นายเหาะมาเองต่างหากล่ะ คริๆ" ตอบกวนๆพลางหัวเราะอย่างสดใส

"อารมณ์ดีเหลือเกิน ใครทำให้อารมณ์ดีนักล่ะ" ยิ้มบางๆตอบ

"ไม่มีหรอก ว่าแต่หิวข้าวยังล่ะ คนป่วยนะต้องกินข้าวเยอะๆนะ" ว่าแล้วเดินไปที่หัวเตียงหยิบถุงโจ๊กข้นออกมา

"ยังเลย นายกินก่อนเถอะ" ปฏิเสธไป

"แต่ชั้นบังคับ รู้มั๊ยที่นายปวดท้องน่ะเพาะอะไรกันแน่" ทำหน้ามั่นไส้สุดขีด "เพราะนายไม่ค่อยทานข้าวไงล่ะ ไม่ทานอะไรร่างกายก็เลยอ่อนแอ คุณหมอบอกว่านายเป็นโรคกระเพาะด้วยนะ เพราะงั้นไม่ว่ายังไงนายก็ต้องกิน" บอกคำขาด

"หมอบอกเหรอว่าชั้นเป็นโรคกระเพาะ" ร่างสูงเอ่ยถาม

"ใช่ ทำไม" ตอบพลางแกะถุงโจ๊กใส่ถ้วย

"ที่ชั้นปวดหัวเมื่อวานเป็นเพราะโรคกระเพาะหรอกเหรอ"

"นี่นายโง่หรือแกล้งโง่กันน่ะ นั่นเป็นเพราะนายเป็นไข้หวัดใหญ่ต่างหาก" ว่าก่อนวางโจ๊กไว้หน้าคนป่วย ชายหนุ่มมองอาหารตรงหน้าด้วยหน้าตาแหยๆ

"ค่อยกินไม่ได้เหรอ" เอ่ยขอด้วยสายตาอ้อนวอน ทำเอาคนดูอดขำไม่ได้

"ไม่กินตอนนี้ก็ต้องกินอยู่ดี ชั้นรู้นะว่านายไม่กินข้าวเช้า เพราะงี้ไงจึงเป็นโรคกระเพาะนะ" ร่างสูงทวนคำพูดของอีกฝ่ายในสมองพลางนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา

 

จุนซู นายรู้เรื่องชั้นขนาดนั้นเลยเหรอ นายสนใจในตัวของชั้นมากกว่าตัวชั้นเองเสียอีก แต่ชั้นไม่สามารถทำตามที่นายต้องการได้จริงๆ จะทำยังไง ชั้นไม่อยากให้นายทำแบบนี้เลย

 

ชั้นรู้ยูชอน ชั้นรู้ ในแววตาของนายมันไม่เคยมีชั้นอยู่เลย นายคงไม่อยากให้ชั้นทำแบบนี้ใช่มั๊ย ไม่อยากให้ชั้นเอาใจใส่นายเพรานายจะไขว้เขว ชั้นรู้แก่ใจ ชั้นเองก็พยายามเตือนตัวเองอยู่นี่ไง...ยูชอน ให้นายหายดีก่อนเถอะ ชั้นจะห่างนายไปเองไม่ต้องห่วงหรอกนะ เมื่อมีคนคอยดูแลนายแล้วชั้นจะไปเอง

 

 

"กินเถอะ แค่ไม่กี่ช้อนก็ยังดีให้นายได้กินเถอะ" แค่นายกินมันชั้นจะออกไปเองยูชอน

ยูชอนมองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะค่อยๆตักโจ๊กร้อนๆนั้นเข้าปากทีละนิด

"กินแค่นิดเดียวนะ" เอ่ยบอกเบาๆพลางก้มกินต่อ

"อื้ม กินไปเถอะ เดี๋ยวชั้นออกไปข้างนอกก่อนนะ" ว่าพลางเดินไปหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นบ่า

"จะไปไหนเหรอ?" ร่างสูงหันมาถาม

"แถวๆนี้น่ะ นายอยู่คนเดียวได้ใช่มั๊ย มีอะไรก็กดเรียกพยาบาลนะ อยากทำอะไรเองมากนักร่างกายยังไม่แข็งแรงดี"

"อื้มๆ" หยักหน้ารับพลางมองร่างอีกฝ่ายที่เดินออกประตูไป

 

ร่างเล็กหยุดเดินเมื่อผ่านห้องไปคืบนึง หันหลังมองห้องที่ตนพึ่งผ่านมาด้วยความรู้สึกเศร้าๆปนหว้าเหว่

ชั้นเดินออกมาแล้ว ชั้นจะพยายามตัดใจยูชอน จะพยายามให้ถึงที่สุด ครั้งนี้คือการจากลาครั้งสุดท้าย สุดท้ายจริงๆ เพราะมันจะไม่มีวันพบเจอกันอีกแล้ว แต่ก่อนที่ชั้นจากไปจากที่หว้าวุ่นแห่งนี้ มีอย่างหนึ่งที่ชั้นต้องทำ เพื่อนาย!

 

อากาศยามเช้าที่สดใส บวกกับต้นไม้ใหญ่และพื้นหญ้าสีเขียวเล็กๆที่ตัดกับแผ่นฟ้าแล้วช่างเป็นบรรยากาศที่ดีจริงๆ หากแต่ว่ามันทำให้ใจเศร้าๆนั้นตื้นขึ้นเพียงนิดเท่านั้นเอง ร่างเล็กนั่งรออยู่ที่ม้าหินอ่อนมาจวนเจียนจะเที่ยงแล้ว ฟ้าที่สดใสแปรเปลี่ยนเป็นครึ้มเพราเมฆฝนอีกแล้ว หันมองหาร่างที่ตามหาอยู่ แต่ก็ยังไม่เจอ

"เฮ้อ~ เธอจะเบี้ยวชั้นจริงๆเหรอ" ร่างเล็กพึมพำเบาๆกับตัวเอง พลางบอกตัวเองไปด้วยว่า รอเถอะนะคิมจุนซู ไม่นานหรอก เธอต้องมาแน่ๆ แล้วก็อย่างใจหวังไม่กี่นาทีต่อมาก็ปรากฏร่างบางๆร่างหนึ่งเดินมุ่งหน้ามาทางเขา ทันทีที่เห็นว่าร่างนั้นคือผู้หญิงร่างเล็กก็รู้สึกดีและความรู้สึกเศร้าไปด้วย

ถึงเวลาแล้วคิมจุนซู

"คุณรีอินใช่มั๊ยครับ" เสียงเล็กเอ่ยถามหลังจากลุกขึ้นยืนต่อหน้าอีกฝ่าย

"ค่ะ ชั้นเอง" หญิงสาวเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแปลกใจ

"ผมชื่อคิมจุนซูครับ ผมมีเรื่องต้องบอกคุณ และก็อยากให้คุณช่วย" คนตัวเล็กเอ่ยบอก

"?" รีอินมองหน้าอีกฝ่ายดวยความแปลกใจยิ่งขึ้นไปอีก จู่ๆก็มีคนโทรมาหาเธอบอกให้ออกมาเจอเขาหน่อย พอมาเจอเธอก็นึกหน้าไม่ออกเลยว่าเคยรู้จักคนๆนี้มาจากไหน แล้วจู่ๆเขาก็บอกว่ามีเรื่องจะบอกและอยากให้เธอช่วย ถ้าไม่ใช่หน้าตาใสซื่อและกิริยาน้อบนอบของอีกฝ่ายเธอเองคงกลัวและหนีไปแล้ว แต่คนๆนี้อยู่มาดฐานเป็นคนดีและดูอ่อนโยนจึงไม่น่าจะเป็นพิษเป็นภัยกับตนจึงยอมคุยกับคนตัวเล็ก

 

 เม็ดฝนเริ่มทยอยตกลงมาจากฟากฟ้าเบื้องสูง ก่อนจะเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนบนถนนตอนนี้ไม่มีแม้ผู้คนที่จะเดินไปมาสักคน ร่างเล็กยืนหลบฝนอยู่หน้าร้านแห่งหนึ่งถึงแม้มันจะไม่ใช่ที่หลบละอองน้ำได้มากนักแต่ก็ยังดีที่มันไม่ทำให้เขาเปียกปอน

"ทำไมต้องตกด้วยนะ" บ่นไปพลางมองท้องฟ้าที่หมองหม่นไปด้วยเมฆฝน ตาคู่ใสกวาดไปโดยรอบก่อนจะตัดสินใจค่อยๆเดินไปตามทางแคบเพื่อนหลบสายฝนไปด้วย พลันหันไปเห็นร้านไดฟุกุ ร้านคุ้นเคยที่เขาเคยมากินกับใครบางคนที่ตอนนี้เขาต้องหนีห่างไป

"นายยังจำมันได้หรือเปล่านะ" พูดพึมพำเบาๆก่อนจะตัดสินใจวิ่งผ่านสายฝนเข้าร้านนั้นไป

คงไม่มากไปใช่มั๊ยถ้าชั้นแค่เอามันแขวนไว้หน้าห้องนาย ชั้นอยากให้นายไม่ลบชั้นออกจากความทรงจำของนายก็พอยูชอน

ไม่กี่นาทีต่อมาจุนซูก็เดินออกมาจากร้าน ในมือเล็กถือถุงขนมสีแดงน่ารัก ตรงด้านหน้าถุงกระดาษหน้าที่พับไว้เขียนโน้ตเล็กว่า ‘ขอบคุณ' คำสั้นๆที่ผู้เขียนสื่อความหมายหลายอย่างไว้ภายใจ ร่างเล็กโบกมือเรียกแท็กซี่คันที่กำลังผ่านมาพอดีก่อนจะขึ้นรถคันนั้นไป

 

‘ขอบคุณ'

ที่นายเห็นใจชั้น ยังคงมองหน้าชั้น

ที่ยังคงเห็นชั้นเป็นเพื่อน ไม่ใช่คนทรยศ

ที่ยิ้มให้ชั้น ยูชอนนายรู้มั๊ย รอยยิ้มของนายทำให้ใครอีกหลายคนยิ้มได้ไปพร้อมๆกัน

 

ขายาวก้าวผ่านห้องต่างๆไป ใจเต้นรัวเหลือเกิน นี่แหละคือความไม่เคยพอของคนเรา ทั้งที่สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะหนีไปให้ห่าง แต่ความหวังลึกๆก็ยังอยู่ในใจเสมอ ทำไมนะชั้นจะเต็มไม่เคยพอเลย ร่างเล็กมองประตูห้องตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ เอื้อมมือจะเคาะประตูหากแต่ได้ยินเสียงพูดคุยของคนด้านในทำให้เขาชะงักมือค้างไว้ในอากาศ

"ไปอยู่ทีไหนมา คุณไม่ติดต่อผมเลย" เสียงคุ้นเคยนั้นร่างเล็กจำได้ว่าเป็นของใคร

"ชั้นไปอยู่ที่ๆควรอยู่" อีกเสียงคือเสียงที่เขาพึ่งได้ยืนเมื่อเที่ยงนี้ จำไม่ผิดแน่ๆ

‘ได้สมใจแล้วนี่จุนซู จะเสียใจทำไมล่ะ อยากให้เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ' พูดในใจพลางเอื้อมมือเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มลงมาไปด้วย เสียงสะอื้นของตัวเองเริ่มทำให้ฟังเสียงของคนด้านในไม่ได้ศัพท์ซะแล้ว

"เลิกบ้าซะที ชั้นแต่งงานแล้ว ชั้นแต่งงานแล้ว! ปาร์คยูชอน!" เสียงใสตะหวาดดังทำเอาคนด้านนอกสะดุ้งตกใจ

"ไม่จริง คุณโกหก!"

"เลิกทำเป็นเด็กได้แล้ว ชั้นไม่ใช่รีอินของนายอีกแล้ว"

"งั้นคุณมาทำไม คุณมาที่นี่ทำไมอีก บอกสิว่าคุณยังรักผม"

จุก เจ็บจนจุกเข้าไปในใจ เธอ...ไม่ได้มาหาเขาเพราะรัก แต่คนด้านนอกที่เจ็บเจียนตายกับคำพูดของคนร่างสูงนี่สิ ที่กลับมาที่นี่เพราะรัก อย่าแกล้งเขาอีกเลยปาร์คยูชอน หยุดแกล้งเขาได้แล้ว...

"ไม่ว่ากี่ครั้งชั้นก็คุยกับคุณไม่รู้เรื่อง รู้งี้ชั้นไม่มาหรอก" ว่าแล้วหยิบกระเป๋าลุกขึ้น

"อย่าไปนะ อย่าจากผมไปอีกเลย ผมต้องตายแน่ๆ รีอิน ผมยังรักคุณไม่เปลี่ยนไปเลย ฮึก ขอร้องล่ะ" คำพูดอ้อนวอนปนสะอื้นจากอีกฝ่ายทำให้ร่างบางชะงักหยุดเดินที่หน้าประตู หน้าใสหันมาด้านหลังก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

"คนที่นายควรรัก ไม่ใช่ชั้นหรอกยูชอน" บอกก่อนเอื้อมมือเปิดประตูออกไปอย่างรวดเร็ว รีอินชะงักเล็กน้อยเมื่อเจอร่างใครบางคนนั่งยองๆกุมหัวเข่าตัวเองอยู่ข้างๆห้อง

"ชั้นทำดีที่สุดแล้วนะ" หญิงสาวเอ่ยบอกเสียงเรียบๆก่อนถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วจะเดินผ่านไป

 

‘ถึงแม้ถามคำถามเขาสักร้อยครั้ง คำตอบมันก็มีอยู่คำเดียวคือเขา ไม่ใช่เรา'

 

TBC... เตรียมพบกับบทรักสุดท้ายของทั้งสอง ในภาคสรุปของ If..I และ Runaway เร็วๆนี้